อุปกรณ์ช่วยเหลือผู้สำลักอาหาร คืออะไร ?

อุปกรณ์ช่วยเหลือผู้สำลักอาหาร คืออะไร?

การสำลักอาหาร เป็นเหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกที่ และทุกเวลา — ที่โต๊ะอาหาร ในรถ หรือแม้แต่ขณะเดินทาง หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างถูกต้องและทันเวลา อาจเสียชีวิตได้ภายในไม่กี่นาที

บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจสิ่งสำคัญ 3 เรื่องตามลำดับ

1. ภาวะสำลักอาหารคืออะไร และใครเสี่ยงบ้าง

2. วิธีปฐมพยาบาลที่ถูกต้องตามมาตรฐานสากล — สิ่งที่ทุกคนควรรู้ก่อนเกิดเหตุ

3. บทบาทของ อุปกรณ์ช่วยเหลือผู้สำลักอาหาร ในฐานะแผนสำรองฉุกเฉิน

ทำความเข้าใจกับภาวะสำลักอาหาร

การสำลักอาหาร (Choking) เกิดขึ้นเมื่อสิ่งแปลกปลอม เช่น เศษอาหาร ลูกอม หรือของชิ้นเล็ก เข้าไปอุดกั้นทางเดินหายใจบางส่วนหรือทั้งหมด ส่งผลให้หายใจได้ลำบากหรือหายใจไม่ได้เลย

สัญญาณที่ต้องสังเกต ได้แก่ ไอแรงผิดปกติ หน้าแดงหรือเขียว หายใจมีเสียงหวีด พูดหรือร้องไม่ออก จับคอด้วยมือทั้งสอง (Universal Choking Sign) และปากหรือเล็บเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ

กลุ่มเสี่ยงหลัก

ผู้สูงอายุ คิดเป็นกว่า 75% ของผู้เสียชีวิตจากการสำลัก
เนื่องจากกล้ามเนื้อการกลืน และระบบสะท้อนกลับในลำคอเสื่อมลงตามอายุ
นอกจากนี้ยังมีฟันปลอมหรือฟันไม่ครบทำให้การบดหรือการกลืนผิดปกติ จึงมีความเสี่ยง

ผู้ป่วยโรคระบบประสาท เช่น พาร์กินสัน อัลไซเมอร์ หรือผู้ที่มีภาวะกลืนลำบาก (Dysphagia)
มีความเสี่ยงสำลักสูงขึ้น และอาจเกิดได้มากกว่าเดิม

เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี มักยังแยกแยะขนาดอาหารหรือของเล่นไม่ดี
และมีการใส่ของเข้าปากตามธรรมชาติ ทำให้ของชิ้นเล็กที่ผู้ใหญ่ไม่คิดว่าอันตราย
กลับอุดกั้นทางเดินหายใจของเด็กได้ง่าย

สิ่งที่ต้องทำเมื่อผู้สำลัก: มาตรฐานสากล

สิ่งสำคัญที่สุด: โทร 1669 ทันที อย่ารอดูอาการ โทรก่อน แล้วค่อยเริ่มปฐมพยาบาลระหว่างรอ

สำหรับผู้ใหญ่และเด็กอายุมากกว่า 1 ปี

แนวทางนี้อ้างอิงตามมาตรฐานของ American Heart Association (AHA) และ American Red Cross ซึ่งโรงพยาบาลชั้นนำในไทยอย่างรามาธิบดีและศิริราช ใช้เป็นแนวทางเดียวกัน

ขั้นตอนที่ 1 — ประเมินก่อนลงมือ

ถามผู้ป่วยว่า “ติดคออยู่ไหม? หายใจได้ไหม?” หากผู้ป่วยยังไอได้แรง ให้กระตุ้นให้ไอต่อเนื่อง อย่าทำอะไรเพิ่ม เพราะการไออย่างแรงเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการขับสิ่งอุดกั้นออกเอง

ลงมือช่วยเมื่อผู้ป่วยไอไม่ออก พูดไม่ได้ หรือหายใจไม่ออก


ขั้นตอนที่ 2 — ตบหลัง 5 ครั้ง (Back Blows)

โน้มตัวผู้ป่วยไปข้างหน้า ให้ศีรษะต่ำกว่าหน้าอก
ใช้สันมือ ตบระหว่างสะบักทั้งสองข้าง 5 ครั้ง
แรงและรวดเร็ว หลังตบแต่ละครั้ง ให้ตรวจสอบว่าสิ่งอุดกั้นหลุดออกมาหรือยัง


ขั้นตอนที่ 3 — กระแทกหน้าท้อง 5 ครั้ง (Abdominal Thrusts / Heimlich Maneuver)

ยืนด้านหลังผู้ป่วย สอดแขนใต้รักแร้ทั้งสองข้าง
กำมือข้างหนึ่งวางเหนือสะดือเล็กน้อยต่ำกว่าลิ้นปี่
ใช้อีกมือจับกำปั้นไว้ กระแทกเข้าด้านในและขึ้นด้านบนพร้อมกัน 5 ครั้งแรง ๆ


สลับขั้นตอนที่ 2 และ 3 ไปเรื่อย ๆ จนกว่าสิ่งอุดกั้นจะหลุดออกมา หรือจนกว่าผู้ป่วยจะหมดสติ

หากผู้ป่วยหมดสติ: เริ่ม CPR ทันที

วางผู้ป่วยลงบนพื้นราบ เริ่มกดหน้าอก (Chest Compression) ทันที
ทุกครั้งที่เปิดทางเดินหายใจเพื่อช่วยหายใจ ให้มองหาสิ่งแปลกปลอมในปากก่อน หากเห็นให้เอาออก แต่ห้ามล้วงคอโดยไม่เห็น


สำหรับทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี

ทารกมีร่างกายที่บอบบางมาก ห้ามทำ Heimlich Maneuver เด็ดขาด ให้ใช้วิธีนี้แทน:

ตบหลัง 5 ครั้ง: อุ้มทารกคว่ำหน้าลงบนแขน ให้ศีรษะต่ำกว่าลำตัว
ใช้สันมือตบที่หลังระหว่างสะบัก 5 ครั้ง

กดหน้าอก 5 ครั้ง: พลิกทารกหงายขึ้น ใช้สองนิ้วกดกลางหน้าอก (ต่ำกว่าแนวราวนม) 5 ครั้ง

สลับสองวิธีนี้จนกว่าสิ่งอุดกั้นจะหลุด หรือจนกว่าทารกจะหมดสติ หากหมดสติ ให้เริ่ม CPR สำหรับทารกทันที

อุปกรณ์ช่วยเหลือผู้สำลักอาหาร: แผนสำรองฉุกเฉิน

อุปกรณ์ช่วยผู้สำลักอาหาร (Anti-Choking Device) เป็นอุปกรณ์ปฐมพยาบาลสำรอง**
ที่ออกแบบมา ใช้ในกรณีที่วิธีตามมาตรฐานไม่ได้ผลหรือไม่สามารถทำได้**

โดยใช้หลักการสร้างแรงดูดสูญญากาศ (Suction) ดึงสิ่งแปลกปลอมออกจากทางเดินหายใจ

⚠️ สำคัญ: อุปกรณ์ประเภทนี้ ไม่ได้แทนที่แนวทางปฐมพยาบาลมาตรฐาน
ต้องโทรฉุกเฉิน 1669 และใช้ร่วมกับการปฐมพยาบาลตามขั้นตอนเสมอ

หลักการทำงาน

อุปกรณ์ประกอบด้วยหน้ากากครอบจมูกและปาก เชื่อมต่อกับกระบอกสูบที่มี One-Way Valve ภายใน เมื่อครอบหน้ากากแนบสนิทกับใบหน้าของผู้สำลัก กดกระบอกเพื่อไล่อากาศออก แล้วดึงขึ้นอย่างรวดเร็ว แรงดูดที่เกิดขึ้นจะช่วยดึงสิ่งแปลกปลอมออกจากลำคอ

One-Way Valve มีความสำคัญ เพราะทำให้เมื่อกดกระบอกลง อากาศถูกปล่อยออกนอกรูปกรณ์ ไม่ดันสิ่งแปลกปลอมลงลึกกว่าเดิม

สถานการณ์ที่อุปกรณ์มีประโยชน์มากเป็นพิเศษ

แม้สิ่งแรกควรเป็นการปฐมพยาบาลตามมาตรฐาน
แต่อุปกรณ์ประเภทนี้มักถูกมองว่าเป็น “แผนสำรอง” ในกรณีต่อไปนี้:

  • ตบหลังและทำ Heimlich ซ้ำหลายรอบแล้วไม่ได้ผล และยังรอรถพยาบาลอยู่
  • ผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวในบ้าน และอาจช่วยตัวเองด้วย Heimlich ได้ไม่เพียงพอ
  • ผู้ป่วยโรคอ้วนที่ทำ Heimlich ได้ไม่สะดวก
  • สตรีมีครรภ์ที่ไม่สามารถกระแทกหน้าท้องได้
  • ครอบครัวที่มีเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุ ที่ต้องการความอุ่นใจในกรณีฉุกเฉินเสมอ

เตรียมพร้อมก่อนเกิดเหตุ ดีกว่าครับ

สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่อุปกรณ์ แต่คือ ความรู้และความพร้อม
การรู้วิธีปฐมพยาบาลที่ถูกต้องสามารถช่วยชีวิตได้ในนาทีที่วิกฤติที่สุด

MaxVac ถูกออกแบบมาเพื่อเป็น แผน B ในมือของทุกครอบครัว — ไม่ใช่เพื่อแทนที่ความรู้ แต่เพื่อเพิ่มโอกาสในสถานการณ์ที่วิธีมาตรฐานอาจได้ผลไม่เพียงพอ

แหล่งอ้างอิงข้อมูล 

  1. โรงพยาบาลรามาธิบดี — “อาหารติดคอ อย่าสำรอก อันตรายกว่าที่คิด”
    https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/infographic/choking/ 
  2. World Health Organization (WHO) – Risk factors and prevention of choking   https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC1081163

    MaxVac | อุปกรณ์ช่วยเหลือผู้สำลักอาหาร นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย บริษัท รีเล็กซ์ เม็กซ์ (ไทยแลนด์) จำกัด
    เลขที่ ใบรับรอง อย.: 67-2-3-2-0009367

งานวิจัยทางการแพทย์ที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ

MaxVac เป็นอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่จำเป็น ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยงานวิจัยทางการแพทย์มากมายที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ

บริการเปลี่ยนใหม่ฟรี

หากคุณได้ใช้ MaxVac ของคุณในเหตุฉุกเฉินจากการสำลัก เพียงกรอกแบบฟอร์ม ‘รายงานการใช้ MaxVac’ เพื่อรับอุปกรณ์ MaxVac ชิ้นใหม่ทดแทนฟรี

คำถามที่พบบ่อย

มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้งาน 
ไม่ว่าจะเป็นวิธีใช้งาน การดูแลรักษา ความปลอดภัย หรือการเลือกชุดอุปกรณ์ที่เหมาะสม เรารวบรวมคำถามที่พบบ่อยไว้เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจ MaxVac ได้ง่ายและมั่นใจมากขึ้นในทุกสถานการณ์ฉุกเฉิน

Customer Service

ทีมงาน MaxVac พร้อมให้คำแนะนำและดูแลคุณ
หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้า หรือ บริการหลังการขาย สามารถติดต่อทีม Support ของเราได้ เรายินดีช่วยเหลือเพื่อให้คุณใช้งาน MaxVac ได้อย่างมั่นใจที่สุด

scroll-top